ประภาวดี 的个人资料<^^ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเพ...照片日志列表更多 工具 帮助
第 1 张,共 6 张

<^^ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเพื่อตัวเราและคนที่เรารัก^^>

此人的网络为空(或未公开)。
12月27日

งานครั้งที่ 3

ส่งงานครั้งที่3

งานครั้งที่ 3

จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ 3 มีความรู้ ความเข้าใจ ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสื่อสารข้อมูลและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

     ให้นักเรียนศึกษา/สืบค้นข้อมูล และตอบคำถามต่อไปนี้

1.       บอกความหมายของซอฟท์แวร์

ตอบ       ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำงานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้

การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ทำงานให้กับเราได้มากมาย เพราะว่ามีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ทำบัญชีที่ยุ่งยากซับซ้อน บริษัทขายตั๋วใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในระบบการจองตั๋ว คอมพิวเตอร์ช่วยในเรื่องกิจการงานธนาคารที่มีข้อมูลต่าง ๆ มากมาย คอมพิวเตอร์ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็นต้น การที่คอมพิวเตอร์ดำเนินการให้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลจะอยู่ที่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีความสำคัญมาก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ

 

2.       ระบบปฏิบัติการมีหน้าที่อะไร

ตอบ               หน้าที่ของระบบปฏิบัติการแบ่งออกเป็น  3  ส่วนดังนี้

1         ติดต่อกับผู้ใช้คอมผิวเตอร์ (User interface )

2         ควบคุมดูแลอุปกรณ์  ( Contro Divice )

3         3.จัดสรรทรัพยากรณ์  (  Resources  magemant

     3. ลักษณะของซอฟท์แวร์ประยุกต์เฉพาะทาง

ตอบ       คือซอฟแวร์ที่มีหน้าที่ในการทำงานเฉพาะอย่าง ไม่สามารถที่จะทำอย่างอื่นได้นอกเหนือจากนี้ ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะมักเป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาต้องเข้าไปศึกษารูปแบบการทำงานหรือความต้องการของธุรกิจนั้น ๆ แล้วจัดทำขึ้น โดยทั่วไปจะเป็นซอฟต์แวร์ที่มีหลายส่วนรวมกันเพื่อร่วมกันทำงาน ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะที่ใช้กันในทางธุรกิจ เช่น ระบบงานทางด้านบัญชี ระบบงานจัดจำหน่าย ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม บริหารการเงิน และการเช่าซื้อ

ความต้องการของการใช้คอมพิวเตอร์ในงานทางธุรกิจยังมีอีกมาก ดังนั้นจึงต้องมีความต้องการผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะต่าง ๆ อีกมากมาย

ยกตัวอย่างเช่น   photoshop   ,nero   ,ramwaver   แต่ละตัวจะมีหน้าที่หรือว่าการใช้งานไม่เหมือนกันเลย

 

3.       ระบบปฏิบัติการ Windows และ Linux มีคุณสมบัติต่างกันอย่างไร

ตอบ      

Linux

Window

-   linux แจกฟรี

-  ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อซอฟแวร์

-  linux  สามารถพัฒนาต่อได้

-  ถูกกำหนดให้ใช้ตามที่สร้างมา

-   linux  เหมาะกับงาน server

-   เหมาะกับงานทั่วๆไป

 

4.       ยกตัวอย่างซอฟท์แวร์ใช้เฉพาะทางอย่างน้อย 4 ตัวอย่าง

ตอบ               Software ที่ใช่เฉพาะทางก็จะมีหน้าที่ในการทำงานเฉพาะอย่างไดอย่างหนึ่งเท่านั้นอย่างเช่น

1         Nero  Express  ใช้ในการเขียนแผ่น ซีดี

2         Adobe photospop  ใช้ในการแต่งภาพ

3         Dramwever  ใช่ในการสร้างเวปไซค์ หรือเอกสาร html

4         Flash    ใช้ในการสร้างภาพเคลื่อนไหวต่างๆประกอบเวป หรือโฆษณาตามเวปต่างๆ

 

5.       ตัวแปลภาษาดับสูงให้เป็นภาษาเครื่องมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

ตอบ       ตัวแปลภาษา  ตัวแปลภาษา  มีไว้เพื่อ แปลภาษาระดับสูงไปภาษาเครื่อง  เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ   ตัวแปลภาษาหรือโปรแกรมที่ใช้แปลภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง เรียกว่า  คอมไพเลอร์ (Compiler)  หรือ อินเทอร์พรีเตอร์ (Interperter)
คอมไพเลอร์ : แปลคำสั่งทั้งโปรแกรม  แล้วจึงให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่งนั้น
 อินเทอร์พรีเตอร์ :  แปลคำสั่งทีละคำสั่ง  แล้วให้คอมพิวเตอร์ทำตามคำสั่งนั้น 

ตัวแปลภาษา                      
 ภาษาระดับสูงทุกภาษาจะต้องมีตัวแปลภาษา  สำหรับแปลภาษาระดับสูงไปเป็นภาษาเครื่อง  ภาษาระดับสูง ได้แก่

  ภาษาปาสคาล : เหมาะกับงานด้านการคำนวณ
-  ภาษาเบสิก : ทำได้ทั้งงานคำนวณ  งานธุรกิจ หรืองานออกรายงาน
  ภาษาซี : เหมาะกับงานคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อน  สามารถควบคุมฮาร์ดแวร์ได้
-  ภาษาฟอร์แทรน : เหมาะกับงานด้านวิทยาศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์

  -  ภาษาโคบอล : ภาษามีคำสั่งคล้ายคลึงกับภาษาอังกฤษ  เหมาะกับงานด้านธุรกิจ

ตัวแปลภาษา มีอยู่ 3 ชนิด คือ Assemblers , Compilers และ Interpreters

แอสเซมเบลอร์ (Assemblers) เป็นตัวแปลภาษาที่ใช้แปลงภาษาแอสแซมบลี (Assembly) ให้เป็นภาษาเครื่อง

 คอมไพเลอร์ (Compilers)

เป็นตัวแปลภาษาที่ทำการแปลงภาษาในระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยทำการแปลง Source code ทั้งหมดในครั้งเดียว

อินเทอร์พรีเตอร์ (Interpreters)

เป็นตัวแปลภาษาที่ทำการแปลงจากภาษาระดับสูงเป็นภาษาเครื่อง แต่จะทำการแปลทีละคำสั่ง ไม่สร้าง Object Program จึงใช้พื้นที่ในหน่วยความจำน้อย

ถ้าเกิด Error ต้องทำการแก้ไขในทันทีจึงจะสามารถทำงานในคำสั่งที่อยู่ถัดไปได้

การทำงานจะช้ากว่าคอมไพล์เลอร์ ใช้กับการพัฒนาโปรแกรมที่มีขนาดเล็ก

 

     7. แอสเซมบลีเป็นภาษาระดับใด และมีลักษณะอย่างไร

 

ตอบ       ภาษาระดับต่ำหรือภาษาแอสเซมบลี   

เป็นภาษาที่มีการใช้สัญลักษณ์ข้อความ (mnemonic codes) แทนกลุ่มของเลขฐานสอง เพื่อให้ง่ายต่อการเขียนและการจดจำมากกว่าภาษาเครื่อง ตัวอย่างเช่นมีการใช้สัญลักษณ์ต่อไปนี้

A ย่อมาจาก ADD หมายถึงการบวก
S ย่อมาจาก SUBTRACT หมายถึงการลบ
C ย่อมาจาก COMPLARE หมายถึงการเปรียบเทียบ
MP ย่อมาจาก MULTIPLY หมายถึงการคูณ
ST ย่อมาจาก SRORE หมายถึง การเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำ เป็นต้น

ถึงแม้ว่าสัญลักษณ์เหล่านี้จะไม่ใช่คำที่มีความหมายในภาษาอังกฤษแต่ก็ทำให้นักเขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรม
ได้สะดวกสะบายมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องสะดวกสบายมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องจดจำ 0 และ1 ของเลขฐานสองอีกนอกจากนี้
ภาษาแอสเซมบลียังอนุญาติให้ผู้เขียนใช้ตัวแปรที่ตั้งขึ้นมาเองในการเก็บค่าข้อมมูลใด ๆ เช่น X, Y, RATE หรือ TOTAL แทนการอ้างอิงถึงตำแหน่งที่เก็บข้อมูลจริงๆ ภายในหน่วยความจำ

ดังได้กล่าวแล้วว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะรู้จักเฉพาะภาษาเครื่องเท่านั้นดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการแปล
โปรแกรมภาษาแอสเซมบลีนั้นให้เป็นภาษาเครื่องเสียก่อนเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งในโปรแกรม
ได้การแปลภาษาแอสเซมบลีเป็นภาษาเครื่องนั้นจะต้องมีตัวแปลภาษาแอสเซมบลีที่เรียกว่า แอสเซมเบลอร์ (Assembler) เป็นตัวแปล ซึ่งภาษาแอสเซมบลี 1คำสั่งจะสามารถแปลเป็นภาษาเครื่องได้ 1 คำสั่งเช่นกัน ดังนั้นเขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลี 10 คำสั่ง ก็จะถูกแปลเป็นภาษาเครื่อง 10 คำสั่งเช่นกันจึงเห็นได้ว่าภาษาแอสเซมบลีจะมีลักษณะที่เหมือนกับภาษาเครื่องคือ เป็นภาษาที่ขึ้นอยู่กับเครื่อง กล่าวคือเราไม่สามารถนำโปรแกรมที่เขียนด้วยแอสเซมบลี
โปรแกรมเดียวกันไปใช้ในเครื่องต่างชนิดกันได้และนอกจากนี้ผู้ที่จะเขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีได้จะต้องมีความรู้
ความเข้าใจในเรื่องของฮาร์ดแวร์เป็นอย่างดีเนื่องจากจะต้องยุ่งเกี่ยวกับการใช้งานหน่วยความจำที่เป็นงานหน่วยความจำ
ที่เป็นรีจิสเตอร์ภายในตลอดดังนั้นจึงเหมาะที่จะใช้เขียนในงานที่ต้องการความเร็วในการทำงานสูง เช่น งานทางด้านกราฟิกหรืองานพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าภาษานี้จะง่ายกว่าการเขียนด้วยภาษาเครื่อง แต่ก็ยังถือว่าเป็นภาษาชั้นต่ำที่ยังยากต่อการเขียนและ
การเรียนรู้มากสำหรับผู้ที่ไม่ความรู้เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์เท่าใดนัก

งานครั้งที่ 2

ส่งงานครั้งที่2

งานครั้งที่ 2

จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ 2  มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

          1. ให้นักเรียนศึกษา/สืบค้นข้อมูล เรื่อง หลักการพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ แล้วสรุปความรู้ที่ได้เป็นแผนผังมโนมติ

ตอบ       รูปที่อยู่ที่โฟโต้

          2. ตอบคำถามต่อไปนี้

              2.1 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีจำหน่ายในท้องตลาดขณะนี้ใช้ไมโครโพรเซสเซอร์รุ่นใดบ้างเป็นซีพียูบ้าง

ตอบ Intel pentium 4  , intel cerlon , intel duo,    amd64 bit , amd anlonxp,

  2.2 เปรียบเทียบคุณสมบัติของไมโครโพรเซสเซอร์รุ่นต่าง ๆ

                    - ความเร็ว

                    - ความสามารถในการจัดเก็บของหน่วยความจำ

-          ความสามารถพิเศษ

ตอบ        ตารางเปรียบเทียบ สรุปความสามารถด้านต่างๆ ระหว่าง Intel Pentium MMX , Intel Pentium Pro และ AMD K6

Processor Feature

AMD K6

Pentium Pro

Pentium MMX

RISC core

Yes / 6 issue

Yes / 5 issue

No

Superscalar

Yes

Speculative execution

Yes

No

Out of order execution

Yes

No

Data forwarding

Yes

No

Register renaming

Yes

No

Simple x86 decoders

-

2

1

Sophisticated x86 decoders

2

1

1

Long x86 decoders

1

-

-

Vector x86 decoders

1

-

-

Execution Pipelines

6

5

2

Branch prediction

Yes

Advanced 2 level branch prediction

Yes

No

Branch history table entries

8,192

512

256

Branch target cache entries

16

0

Branch prediction accuracy

95%

90%

75-80%

MMX technology

Yes

No

Yes

High performance FPU

Yes

L1 instruction and data cache

32K + 32K

8K + 8K

16K + 16K

Industry compatible SMM

Yes

Latency ( ยิ่งน้อยยิ่งดี )

2 clock

5-7 clock

2 clock

 

 

 2.3 บอกหน้าที่

                    - หน่วยประมวลผลกลาง

                    - อุปกรณ์ส่งออก

                    - รอม

                    - แรม

ตอบ      

 หน่วยประมวลผลกลาง

หน่วยประมวลผลกลางคือ cpu นั้นเอง ที่เปรียบเหมือนมันสมองของคอมพิวเตอร์เพราะว่า cpu มีหน้าที่ในการประมวลผล เปรียบเทียบ ทั้งด้านตรรกศาสตร์ และวิศวะกรรมศาสตร์

อุปกรณ์ส่งออก

คือ อุปกรณ์ที่มีหน้าที่อินพุท คือแสดงผลนั้นเอง เช่น จอมอนิเตอร์  ปริ้นเตอร์เป็นต้นที่ทำให้เราได้เห็นในแบบรูปธรรม 

รอม

คือหน่วยความจำชนิดหนึ่ง ที่มีโปรแกรม หรือข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนำมาต่อกับ ไมโครโปรเซสเซอร์ได้โดยตรง ซึ่งโปรแกรม หรือข้อมูลนั้นจะไม่สูญหายไป
          แม้ว่าจะไม่มีการจ่ายไฟเลี้ยงให้แก่ระบบ ข้อมูลที่เก็บอยู่ใน ROM จะสามารถอ่านออกมาได้ แต่ไม่สามารถเขียนข้อมูลเข้าไปได้ เว้นแต่จะใช้วิธีการพิเศษซึ่งขึ้นกับชนิดของ ROM

ชนิดของROM

Manual ROM
ROM (READ-ONLY MEMORY)
          ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ใน ROM จะถูกโปรแกรม โดยผู้ผลิต (โปรแกรม มาจากโรงงาน) เราจะใช้ ROM ชนิดนี้ เมื่อข้อมูลนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีความต้องการใช้งาน เป็นจำนวนมาก ผู้ใช้ไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงข้อมูลภายใน ROM ได้
         โดย ROM จะมีการใช้ technology ที่แตกต่างกันตัวอย่างเช่น BIPOLAR, CMOS, NMOS, PMOS
 

PROM (Programmable ROM)
PROM (PROGRAMMABLE READ-ONLY MEMORY)
        ข้อมูลที่ต้องการโปรแกรมจะถูกโปรแกรมโดยผู้ใช้เอง โดยป้อนพัลส์แรงดันสูง (HIGH VOLTAGE PULSED) ทำให้ METAL STRIPS หรือ POLYCRYSTALINE SILICON ที่อยู่ในตัว IC ขาดออกจากกัน ทำให้เกิดเป็นลอจิก “1” หรือ “0” ตามตำแหน่ง ที่กำหนดในหน่วยความจำนั้นๆ เมื่อ PROM ถูกโปรแกรมแล้ว ข้อมูลภายใน จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก หน่วยความจำชนิดนี้ จะใช้ในงานที่ใช้ความเร็วสูง ซึ่งความเร็วสูงกว่า หน่วยความจำ ที่โปรแกรมได้ชนิดอื่นๆ

EPROM (Erasable Programmable ROM)
EPROM (ERASABLE PROGRAMMABLE READ-ONLY MEMORY)
        ข้อมูลจะถูกโปรแกรม โดยผู้ใช้โดยการให้สัญญาณ ที่มีแรงดันสูง (HIGH VOLTAGE SIGNAL) ผ่านเข้าไปในตัว EPROM ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ใช้ใน PROM แต่ข้อมูลที่อยู่ใน EPROM เปลี่ยนแปลงได้ โดยการลบข้อมูลเดิมที่อยู่ใน EPROM ออกก่อน แล้วค่อยโปรแกรมเข้าไปใหม่ การลบข้อมูลนี้ทำได้ด้วย การฉายแสง อุลตร้าไวโอเลตเข้าไปในตัว IC โดยผ่าน ทางกระจกใส ที่อยู่บนตัว IC เมื่อฉายแสง ครู่หนึ่ง (ประมาณ 5-10 นาที) ข้อมูลที่อยู่ภายใน ก็จะถูกลบทิ้ง ซึ่งช่วงเวลา ที่ฉายแสงนี้ สามารถดูได้จากข้อมูล ที่กำหนด (DATA SHEET) มากับตัว EPROM และ มีความเหมาะสม ที่จะใช้ เมื่องานของระบบ มีโอกาส ที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อมูลใหม่

EAROM (Electrically Alterable ROM)
EAROM (ELECTRICALLY ALTERABLE READ-ONLY MEMORY)
          EAROM หรืออีกชื่อหนึ่งว่า EEPROM (ELECTRICAL ERASABLE EPROM) เนื่องจากมีการใช้ไฟฟ้าในการลบข้อมูลใน ROM เพื่อเขียนใหม่ ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าของ EPROM
         การลบขึ้นอยู่กับพื้นฐานการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ดังนั้น EAROM (ELECTRICAL ALTERABLE ROM) จะอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีแบบ NMOS ข้อมูลจะถูกโปรแกรมโดยผู้ใช้เหมือนใน EPROM แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ ข้อมูลของ EAROM สามารถลบได้โดยทางไฟฟ้าไม่ใช่โดยการฉายแสงแบบ EPROM

แรม

คือหน่วยความจำที่มีการเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องใส่ลำดับ (Sequential Access) ต้องการข้อมูล ที่ตำแหน่งใดก็ได้ โดยส่ง Address (ตัวเลขระบุตำแหน่ง) ให้กับ RAM Memory Chip ที่ใช้กันในเครื่องพีซีแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

                1.SRAM(Static RAM)

                2.DRAM(Dynamic RAM)

คุณสมบัติที่แตกต่างกัน ระหว่าง SRAM กับ DRAM คือ SRAM มีราคาสูงกว่า เนื่องจาก SRAM มี ความเร็วสูงกว่า DRAM

การใช้งาน RAM นั้น ต้องมีไฟเลี้ยงตลอดเวลา และนอกจากไฟเลี้ยงแล้ว DRAM ยังต้องการ การ Refresh ข้อมูลเป็นระยะๆ เสมือนการเตือนความทรงจำ ซึ่ง ผิดกับ SRAM ที่ไม่ต้องมีการ Refresh เนื่องจาก DRAM ซึ่งทำมาจาก MOSใช้หลักการ ของตัวเก็บประจุ มาเก็บข้อมูล เมื่อเวลาผ่านไป ประจุจะค่อยๆรั่วออก ทำให้ต้องมีการ Refresh ประจุตลอดเวลาการใช้งาน ส่วน SRAM ซึ่งทำมาจาก Flip-Flop นั้น ไม่จำเป็นต้องมีการ Refresh แต่ SRAM จะกินไฟมากกว่า DRAM อันเนื่องจากการใช้ Flip-Flop นั่นเอง

ความเร็วของ RAM คิดกันอย่างไร

ที่ตัว Memorychip จะมี เลขรหัส เช่น HM411000-70 ตัวเลขหลัง (-) คือ ตัวเลขที่บอก ความเร็วของ RAM ตัวเลขนี้ เรียกว่า Accesstime คือ เวลาที่เสียไป ในการที่จะเข้าถึงข้อมูล หรือ เวลาที่แสดงว่า ข้อมูลจะถูก ส่งออกไปทาง Data busได้เร็วแค่ไหน ยิ่ง Access time น้อยๆ แสดงว่า RAM ตัวนั้น เร็วมาก

 

4.นักเรียนจัดทำแผนภูมิแสดงองค์ประกอบของร ะบบคอมพิวเตอร์

ตอบ รูปภาพอยู่ที่ โฟโต้ 

12月6日

งานครั้งที่ 1

จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ 1. เข้าใจหลักการและวิธีการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
    ให้นักเรียนศึกษาเนื้อหา/สืบค้นข้อมูลทาง Internet และดำเนินกิจกรรมดังต่อไปนี้
 1.รวบรวมเนื้อหาสาระและจัดเก็บข้อมูลไว้ที่ Program Microsoft Word 

     
1.1 บทบาท ความสำคัญและขอบเขตของเทคโนโลยีสารสนเทศ
      
1.2 ประโยชน์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ
      1.3 ระบบสารสนเทศและองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ

  2.ตอบคำถามต่อไปนี้
      2.1 เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันอย่างไร

ตอบ  เป็นที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไรเราก็ต้องมีเทคโนโลยีสารสนเทศมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ  เช่น ตอนเช้าเรามาโรงเรียนเราก็ต้องข้ามถนนที่มีระบบควบคุมสัญญาณไฟด้วยคอมพิวเตอร์   ไปศูนย์การค้าก็ขึ้นบันไดเลื่อนที่มีการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์  จะเห็นชีวิตมนปัจจุบันเกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่างมาก และอุปกรณ์ส่วนใหญ่ก็ถูกควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์แทบทั้งสิ้น
      2.2 สารสนเทศคืออะไร

ตอบ   ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ มนุษย์แต่ละคนตั้งแต่เกิดมาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น เรียนรู้สภาพสังคมความเป็นอยู่ กฎเกณฑ์และวิชาการ เป็นต้น ลองจินตนาการดูว่าภายในสมองของเราเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เราคงตอบไม่ได้ แต่สามารถเรียกเอาข้อมูลมาใช้ได้ ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมอง เป็นสิ่งที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน ความรอบรู้ของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับการเรียกใช้ข้อมูลนั้น ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าความรู้เกิดจากข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทุกวันนี้มีข้อมูลอยู่รอบตัวเรามาก ข้อมูลเหล่านี้มาจากสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การสื่อสารระหว่างบุคคล จึงมีผู้กล่าวว่ายุคนี้เป็นยุคของสารสนเทศ
      2.3 อธิบายความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ตอบ  เทคโนโลยีที่ใช้จัดการ สารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวม การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างรายงาน การสื่อสารข้อมูล ฯลฯ เทคโนโลยีสารสนเทศยังรวมถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดระบบการให้บริการ การใช้ และการดูแลข้อมูลด้วย


      2.4 กิจวัตรประจำวันของนักเรียนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศใดบ้าง

ตอบ    การค้นคว้าหาข้อมูล  จัดทำเป็นรูปแบบเล่มรายงาน  และการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ  การใช้คอมพิวเตอร์
      2.5 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีผลต่อการเรียนของนักเรียนอย่างไร

ตอบ   ทำให้การเรียนเปิดกว้างขึ้นไม่ได้เรียนแต่เฉพาะในห้อง  หรือในหนังสือที่อาจารย์สอน  แต่เราสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองผ่านทางคอมพิวเตอร์  โดยค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ตและเว็บต่างๆ  แต่ในทางกลับกันมันก็เป็นอันตรายต่อพวกเราด้วยถ้าพวกเราใช้มันอย่างไม่ถูกวิธี  หรือหลงมัวเมาไปกับมัน  โดยการใช้เวลาอยู่กับมันมากเกินไป
      2.6 นักเรียนคิดว่าประเทศไทยควรดำเนินการอย่างไรเพื่อลดการสูญเสียเงินตราที่ใช้จ่าย กับเทคโนโลยีสารสนเทศ

ตอบ  คิดว่าประเทศไทยน่าจะช่วยส่งเสริมเด็กที่ชอบและก็มีความรู้ความสามารถในด้านนี้  ให้เรียนไปเฉพาะทาง  เมื่อเรียนจบแล้วก็ให้นำความรู้ที่เรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยที่แต่ล่ะคนก็สร้างสรรค์งานที่ตัวเองชอบออกมา แล้วนำไปทดลองใช้ดู  หรือไม่ก็จัดการแข่งขันเกี่ยวกับทางด้านนี้  บุคคลที่สนใจจะได้มาสมัครและก็ใช้ความสามรถอย่างเต็มที่  แล้วเราก็คัดเลือกเอาคนหรือกลุ่มที่ชนะเลิศ หรือ ที่เราเห็นว่าผลงานเค้าเข้าตาเราก็จับเค้ามาอยู่กับเรา โดยอาจจะเสนอข้อแลกเปลี่ยนบางอย่างให้ก็ได้  เราก็จะได้ไม่ต้องเสียเงินตราไปให้ต่างประเทศเพราะเรามีคนที่มีความรู้ความสามารถอยู่กับเราแล้ว

      2.7 ระบบสารสนเทศมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

ตอบ  ระบบสารสนเทศเป็นงานที่ต้องใช้ส่วนประกอบหลายอย่างในการทำให้เกิดเป็นกลไก ในการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบสารสนเทศมี 5 ส่วน คือ บุคลากร ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และข้อมูล ทั้ง 5 ส่วนประกอบมีความเกี่ยวข้องกันเป็นระบบ  

ส่วนประกอบทั้งห้านี้ล้วนมีส่วนที่ทำให้เกิดสารสนเทศได้ หากขาดส่วนประกอบใด หรือส่วนประกอบใดไม่สมบูรณ์ก็อาจทำให้ระบบสารสนเทศไม่สมบูรณ์ เช่น ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสมกับงาน ก็จะทำให้งานล่าช้า ไม่ทันต่อการใช้งาน การดำเนินการระบบสารสนเทศจึงต้องให้ความสำคัญกับส่วนประกอบทั้งห้านี้
       การจัดการสารสนเทศโดยมีจำนวนข้อมูลไม่มาก อาจจะจัดการด้วยมือ โดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้

บุคลากร   เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจวิธีการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ จะเป็นผู้ดำเนินการในการทำงานทั้งหมด บุคลากรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ บุคลากรภายในองค์กรเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดระบบสารสนเทศด้วยกันทุกคน เช่น ร้านขายสินค้าแห่งหนึ่ง บุคลากรที่ดำเนินการในร้านทุกคน ตั้งแต่ผู้จัดการถึงพนักงานขายเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศ

ขั้นตอนการปฏิบัติ  เป็นระเบียบวิธีการปฏิบัติงานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศได้ เช่น กำหนดให้มีการป้อนข้อมูลทุกวัน ป้อนข้อมูลให้ทันตามกำหนดเวลา มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ กำหนดเวลาในการประมวลผล และการทำรายงาน เป็นต้น
            การดำเนินการต่างๆ ต้องมีขั้นตอน หากขั้นตอนใดมีปัญหา ระบบก็จะมีปัญหาด้วย เพราะทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อระบบสารสนเทศด้วยเช่นกัน

ฮาร์ดแวร์  เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการหรือประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศตามต้องการ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถคำนวณได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็วและสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง คอมพิวเตอร์จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของระบบสารสนเทศ

ซอฟต์แวร์คือลำดับขั้นตอนคำสั่งที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงชุดคำสั่งที่เรียงเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานและประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ

ข้อมูล  เป็นวัตถุดิบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบจะต่างกันขึ้นกับสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ในสถาบันการศึกษามักจะต้องการสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนักเรียน ข้อมูลผลการเรียน ข้อมูลอาจารย์ ข้อมูลการใช้จ่ายต่างๆ ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดสารสนเทศ  

  2.8 ข้อมูลคืออะไร มีส่วนสัมพันธ์กับสารสนเทศอย่างไร
 ตอบ  ข้อมูล เป็นวัตถุดิบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบจะต่างกันขึ้นกับสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ในสถาบันการศึกษามักจะต้องการสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนักเรียน ข้อมูลผลการเรียน ข้อมูลอาจารย์ ข้อมูลการใช้จ่ายต่างๆ ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดสารสนเทศ
      2.9 คุณสมบัติของข้อมูลที่ดีเป็นอย่างไร

ตอบ   ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมหรือบันทึกจากแหล่ง ข้อมูลโดยตรง ซึ่งอาจจะได้จากการสอบถาม การสัมภาษณ์ การสำรวจ การจดบันทึก ตลอดจนการจัดหามาด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติต่างๆ ที่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลได้
      2.10 องค์ประกอบของระบบสารสนเทศมีอะไรบ้าง

ตอบ  บุคลากร ขั้นตอนปฏิบัติ ฮาร์แวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล
      2.11 นักเรียนยกตัวอย่างหน่วยงานของรัฐที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ (2 ตัวอย่าง)

ตอบ  กระทรวงไอซีที   กรมตำรวจ

ส่งงานครั้งที่ 1
 
 

ประภาวดี

尚未添加列表。